ตั้ก แตนเจ้าสำราญตัวหนึ่งนิสัยเกียจคร้านชอบความสะดวกสบาย ตลอดช่วงฤดูร้อนที่สัตว์อื่นๆพากันหาอาหารไปเก็บสะสมไว้ในรังมันมัวแต่ร้อง ทำเพลงสนุกสนานไปวันๆ ครั้งถึงฤดูหนาวหิมะตกหนักตั้กแตนไม่สามารถหาอาหารกินได้ อดอยู่หลายวันจนในที่สุดต้องซมซานมาเคาะประตูรังของมดที่เคยรู้จัก
“ได้ โปรดเถิดเพื่อน ขออาหารให้ฉันประทังชีวิตสักหน่อยเมื่อพ้นฤดูหนาวอันแสนทารุณนี้แล้ว ฉันสัญญาว่าจะหามาใช้คืนให้เป็นเท่าตัว” ตั๊กแตนพยายามวิงวอน
“อ้าว…ก็เมื่อตอนฤดูร้อนที่ใครๆเขาพากันทำมาหากินตัวเป็นเกลียว เจ้ามัวทำอะไรอยู่” มดย้อนถาม
“ฉันไม่ได้อยู่เปล่าๆหรอกนะ แต่ได้ร้องรำทำเพลงตลอดเวลาเมื่อตอนที่เธอ และเพื่อนๆขนอาหารผ่านมาก็ได้ยินมิใช่หรือ”
ครั้งหนึ่งในอดีตกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อจุลลกะเป็นผู้มีความสามารถ พยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำโดยอาศัยเหตุจากนิมิตต่างๆ
วันหนึ่งจุลลกเศรษฐี
นั่งรถม้าผ่านมาเห็นหนู ตายตัวหนึ่งอยู่บนถนน ชายหนุ่มยากจนคนหนึ่ง ได้ยินท่านเศรษฐีกล่าวเช่นนั้น จึงคิดนำหนูตายตัวนั้นไปทำให้เกิดประโยชน์ ชายหนุ่มนำหนูตายไปขายให้ยายแก่ได้เงินมา ๑ กากนึก ในวันรุ่งขึ้นเขาจึง นำเงินไปซื้อน้ำอ้อย
มาขายที่ประตูเมืองเมื่อได้ดอกไม้มา เขาก็นำไปขาย ทำอย่างนี้อยู่ไม่นานก็สามารถรวบรวมทรัพย์ได้ถึง ๘ กหาปณะ ต่อมาวันหนึ่งในฤดูฝน ฝนตกหนักพายุ
พัดแรง กิ่งไม้ในพระราชอุทยานหักล้มระเนระนาดเมื่อนายอุทยาน
มาพบเข้า จึงเกิดความกังวลถึงเรื่องการขนย้ายต้นไม้ที่ล้มจำนวนมาก
ออกจากอุทยานเมื่อชายหนุ่มรับปากกับนายอุทยานแล้ว เขาจึงเดินไปยังสนามเด็กเล่นเมื่อชายหนุ่มได้บอกถึงเรื่องที่ต้องการให้ช่วย เหลือเด็กๆ เหล่านั้นจึงมาช่วยขนต้นไม้กิ่งไม้ออกจากอุทยานด้วยความเต็มใจ เขาได้ทร้พย์มา จากการขายกิ่งไม้เหล่านั้น ถึง ๑๖ กหาปณะและยังได้โอ่งน้ำเนื้อดีใบใหญ่ และหม้อไห ต่างๆ มาอีก ๕ ใบ
ในอดีตกาลนานนับอสงไขยกัป มีวานรโทนตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าใหญ่
ใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง
เมื่อเจริญวัยเต็มที่ ก็เป็นวานรที่มีร่างกายใหญ่โตกำยำ มีเรี่ยวแรงแข็งขันดังพญาช้างสาร ผิดกว่าวานรตัวใดทั้งสิ้น
แม่น้ำสายที่ไหลผ่านป่าแห่งนี้ เป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่มาก มีเกาะกลางน้ำอยู่เกาะหนึ่ง อุดมด้วยผลไม้นานาชนิด สัตว์บกอื่นใดในป่าไม่อาจข้ามไปกินได้ นอกจากวานรตัวนี้เท่านั้น
ถึงแม้พญาวานรจะมีกำลังมาก แต่ก็ไม่สามารถกระโจน
รวดเดียวไปถึงเกาะได้ จำต้องอาศัยโขดหินแผ่นหนึ่ง
กลางลำน้ำ เป็นที่พักเท้ากระโจนข้ามไปอีกทอดหนึ่ง
ในย่านนี้ มีจระเข้ ๒ ตัวผัวเมีย อาศัยอยู่ใกล้ๆ
เกาะ คอยดักจับสัตว์ที่เผลอมากินน้ำเล่นน้ำ
ตามชายฝั่งเป็นอาหารอยู่เนืองๆ
คราวหนึ่งนางจระเข้เกิดแพ้ท้อง นางเหลือบเห็นพญาวานรกระโจนข้ามแม่น้ำไป ทำให้นึกอยากกินหัวใจวานรขึ้นมาทันที จระเข้สามีรับปากจะจับพญาวานรมาให้ แต่เมื่อเห็นความ
คล่องแคล่วว่องไวของพญาวานรแล้วก็ชักท้อใจ
ในที่สุดพญาจระเข้ก็คิดอุบายได้ ในวันรุ่งขึ้น พญาจระเข้ก็คลานขึ้นไปนอนหมอบนิ่งบน
แผ่นหิน ซึ่งพญาวานรใช้เป็นที่กระโดด
พญาจระเข้หมอบนิ่งไม่กระดุกกระดิก รอคอยเวลาที่เหยื่อจะกลับมาจากหากินในตอนเย็นซุกหัวซุกหางอย่างดีด้วยเกรง ว่าจะเป็นพิรุธให้พญาวานรสังเกตได้
พอตกเย็นพญาวานรเที่ยวเก็บผลไม้บนเกาะกินจนอิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็มุ่งหน้ากลับที่อยู่ของตน
แต่เมื่อมองดูแผ่นหินที่ตนใช้กระโดด พญาวานรก็รู้สึกผิดสังเกต
พญาวานรต้องการตรวจสอบให้แน่ใจจึงคิดอุบายโดยแสร้งตะโกนด้วยสำเนียงอันคุ้นเคยออกไปว่า
เท่านี้เอง พญาจระเข้ก็หลงกลเพราะความรู้และความช่างสังเกตมีน้อย
หลงคิดว่าพญาวานรกับแผ่นหินนี้ คงเคยพูดเล่นกันทุกวัน
พญาจระเข้หลงเชื่อว่าพญาวานรจะยอมสละชีวิตแก่ตนจริงๆ จึงอ้าปากคอย โดยลืมคิดถึง ธรรมชาติของตนว่า เมื่ออ้าปากตาก็จะปิดสนิท
ทันทีที่พญาจระเข้อ้าปาก พญาวานรก็เผ่นลิ่วลงเหยียบหัวจระเข้อย่าง
เหมาะเจาะ แล้วถีบตัวข้ามต่อไปยังฝั่งตรงข้ามในชั่วพริบตา
เมื่อพญาวานรกระโดดมายังฝั่งตรงข้ามได้แล้ว พญาจระเข้ก็รู้ตัวว่าหลงกลพญาวานร แต่ก็หวนคิดอัศจรรย์ใจว่า
พญาจระเข้ได้คลายความแค้นเคือง กลับนึกรักในน้ำใจพญาวานร แล้วกล่าวสรรเสริญด้วยความจริงใจ จากนั้นพญาจระเข้ ก็กลับสู่ที่อยู่ของตน ส่วนพญาวานรก็เที่ยวหากินอยู่แต่เฉพาะป่านั้น ไม่ข้ามไปที่เกาะกลางน้ำอีกจนตลอดอายุขัย