ในอดีตกาลนานนับอสงไขยกัป มีวานรโทนตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าใหญ่
ใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง
เมื่อเจริญวัยเต็มที่ ก็เป็นวานรที่มีร่างกายใหญ่โตกำยำ มีเรี่ยวแรงแข็งขันดังพญาช้างสาร ผิดกว่าวานรตัวใดทั้งสิ้น
แม่น้ำสายที่ไหลผ่านป่าแห่งนี้ เป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่มาก มีเกาะกลางน้ำอยู่เกาะหนึ่ง อุดมด้วยผลไม้นานาชนิด สัตว์บกอื่นใดในป่าไม่อาจข้ามไปกินได้ นอกจากวานรตัวนี้เท่านั้น
ถึงแม้พญาวานรจะมีกำลังมาก แต่ก็ไม่สามารถกระโจน
รวดเดียวไปถึงเกาะได้ จำต้องอาศัยโขดหินแผ่นหนึ่ง
กลางลำน้ำ เป็นที่พักเท้ากระโจนข้ามไปอีกทอดหนึ่ง
ในย่านนี้ มีจระเข้ ๒ ตัวผัวเมีย อาศัยอยู่ใกล้ๆ
เกาะ คอยดักจับสัตว์ที่เผลอมากินน้ำเล่นน้ำ
ตามชายฝั่งเป็นอาหารอยู่เนืองๆ
คราวหนึ่งนางจระเข้เกิดแพ้ท้อง นางเหลือบเห็นพญาวานรกระโจนข้ามแม่น้ำไป ทำให้นึกอยากกินหัวใจวานรขึ้นมาทันที จระเข้สามีรับปากจะจับพญาวานรมาให้ แต่เมื่อเห็นความ
คล่องแคล่วว่องไวของพญาวานรแล้วก็ชักท้อใจ
ในที่สุดพญาจระเข้ก็คิดอุบายได้ ในวันรุ่งขึ้น พญาจระเข้ก็คลานขึ้นไปนอนหมอบนิ่งบน
แผ่นหิน ซึ่งพญาวานรใช้เป็นที่กระโดด
พญาจระเข้หมอบนิ่งไม่กระดุกกระดิก รอคอยเวลาที่เหยื่อจะกลับมาจากหากินในตอนเย็นซุกหัวซุกหางอย่างดีด้วยเกรง ว่าจะเป็นพิรุธให้พญาวานรสังเกตได้
พอตกเย็นพญาวานรเที่ยวเก็บผลไม้บนเกาะกินจนอิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็มุ่งหน้ากลับที่อยู่ของตน
แต่เมื่อมองดูแผ่นหินที่ตนใช้กระโดด พญาวานรก็รู้สึกผิดสังเกต
พญาวานรต้องการตรวจสอบให้แน่ใจจึงคิดอุบายโดยแสร้งตะโกนด้วยสำเนียงอันคุ้นเคยออกไปว่า
เท่านี้เอง พญาจระเข้ก็หลงกลเพราะความรู้และความช่างสังเกตมีน้อย
หลงคิดว่าพญาวานรกับแผ่นหินนี้ คงเคยพูดเล่นกันทุกวัน
พญาจระเข้หลงเชื่อว่าพญาวานรจะยอมสละชีวิตแก่ตนจริงๆ จึงอ้าปากคอย โดยลืมคิดถึง ธรรมชาติของตนว่า เมื่ออ้าปากตาก็จะปิดสนิท
ทันทีที่พญาจระเข้อ้าปาก พญาวานรก็เผ่นลิ่วลงเหยียบหัวจระเข้อย่าง
เหมาะเจาะ แล้วถีบตัวข้ามต่อไปยังฝั่งตรงข้ามในชั่วพริบตา
เมื่อพญาวานรกระโดดมายังฝั่งตรงข้ามได้แล้ว พญาจระเข้ก็รู้ตัวว่าหลงกลพญาวานร แต่ก็หวนคิดอัศจรรย์ใจว่า
พญาจระเข้ได้คลายความแค้นเคือง กลับนึกรักในน้ำใจพญาวานร แล้วกล่าวสรรเสริญด้วยความจริงใจ จากนั้นพญาจระเข้ ก็กลับสู่ที่อยู่ของตน ส่วนพญาวานรก็เที่ยวหากินอยู่แต่เฉพาะป่านั้น ไม่ข้ามไปที่เกาะกลางน้ำอีกจนตลอดอายุขัย

นิทานอื่นๆที่น่าสนใจ